Last updated: 14 ก.ย. 2569 | 10 จำนวนผู้เข้าชม |
เอาเป็นว่าถ้าใครยังคิดว่าฟุตบอลเป็นแค่เกมที่มีลูกกลมๆ กับตาข่ายสองฝั่ง ให้ลองมองสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาอีกที เมื่อชายร่างเล็กในเสื้อเบอร์ 10 สีฟ้าขาว ประกาศสิ่งที่แฟนบอลทั้งโลกกลัวจะได้ยินมานานหลายปี นั่นคือ เขาจะไม่ลงเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนตินาอีกต่อไป
ลิโอเนล เมสซี่ ปิดฉาก 21 ปีในเสื้อฟ้าขาว ด้วยตัวเลขที่พูดแทนทุกอย่างได้ 207 นัด 125 ประตู 68 แอสซิสต์ และฟุตบอลโลก 6 สมัย นับจากปี 2006 ที่เด็กหนุ่มวัย 18 ก้าวลงสนามครั้งแรกอย่างเก้ๆ กังๆ จนถึงปี 2026 ที่ชายวัย 39 เดินออกจากสนามในฐานะตำนานที่ไม่มีใครเถียง

แต่เรื่องนี้ไม่ได้จบแบบหนังฮอลลีวูดที่พระเอกยิงจุดโทษชัยสุดท้ายแล้วอุ้มถ้วยเดินจากไปท่ามกลางพลุไฟ ตรงกันข้ามเลย นัดสุดท้ายของเมสซี่กับทีมชาติคือนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ที่อาร์เจนตินาแพ้สเปน 1-0 หลังต่อเวลาพิเศษ เจ็บแบบที่คนดูอยู่หน้าจอยังรู้สึกได้ถึงความอึดอัดในอก แล้วลองนึกดูว่าคนที่ยืนอยู่ในสนามจริงๆ จะรู้สึกอย่างไร
นี่คือจุดที่เรื่องราวของเมสซี่น่าสนใจกว่าตัวเลขในสถิติ เพราะก่อนจะมาถึงค่ำคืนแห่งความสุขที่กาตาร์ปี 2022 เขาเคยแพ้ในนัดชิงมาแล้วสองครั้ง ปี 2014 ที่บราซิล และก่อนหน้านั้นก็แพ้โคปา อเมริกา อีกหลายหน จนสื่อบางสำนักถึงกับตั้งคำถามว่าเขาจะเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกแต่ไม่เคยได้แชมป์ใหญ่กับทีมชาติหรือเปล่า ฟังดูโหดร้าย แต่นั่นแหละคือชีวิตจริงของกีฬา ไม่มีใครยกถ้วยรางวัลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่พยายาม
สิ่งที่ทำให้เมสซี่ต่างจากคนอื่นไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยแพ้ เขาแพ้มาเยอะพอๆ กับที่ชนะ แต่เขาเลือกจะกลับมาลงสนามให้ทีมชาติทุกครั้งที่มีนัดแข่ง ทั้งที่ในฐานะนักเตะระดับโลก เขาสามารถเลือกพักผ่อนดูแลร่างกายให้สโมสรอย่างเดียวก็ได้ ไม่มีใครว่าอะไร แต่เขาไม่ทำแบบนั้น เขาบินข้ามทวีปนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อใส่เสื้อฟ้าขาวลงเล่นในนัดกระชับมิตรที่บางทีก็ไม่มีใครจำได้ด้วยซ้ำว่าผลเป็นอย่างไร นั่นคือวินัยแบบที่ไม่มีใครเห็นในไฮไลต์ แต่มันคือสิ่งที่สะสมมาเป็น 21 ปี

พอมาถึงปี 2022 ทุกอย่างก็ปะทุออกมาพร้อมกัน อาร์เจนตินาคว้าแชมป์โลกที่กาตาร์ เมสซี่ได้ยกถ้วยที่เขารอคอยมาทั้งชีวิต ภาพเขาสวมเสื้อคลุมสีดำทองแบบกษัตริย์อาหรับยืนอยู่กลางสนามกลายเป็นภาพจำที่ทั้งโลกพูดถึง คนที่เคยบอกว่าเขาไม่มีทางเป็นตำนานได้ถ้าไม่มีแชมป์โลก ต้องเงียบกริบไปเลย
แต่แทนที่จะรีบเก็บกระเป๋ากลับบ้านไปนับเงินโฆษณาอย่างสบายใจ เมสซี่กลับเลือกเล่นต่ออีก 4 ปี ลากยาวจนถึงบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา ทั้งที่อายุปาเข้าไป 39 ปี ซึ่งในโลกฟุตบอลถือเป็นวัยที่เข่าเริ่มมีเสียงดังกว่าคำวิจารณ์ในทวิตเตอร์เสียอีก เขาพาทีมเข้าชิงได้อีกครั้ง แต่คราวนี้โชคไม่เข้าข้าง แพ้สเปนไปแบบเจ็บปวดในนาทีสุดท้ายของช่วงต่อเวลา

หลังจบเกม เมสซี่พูดประโยคหนึ่งที่สรุปทุกอย่างได้ดีกว่าคอลัมนิสต์กีฬาคนไหนๆ เขาบอกว่า "มันเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวด และยังเจ็บอยู่ลึกๆ ในใจ แต่ผมเข้าใจว่าถึงเวลาแล้ว" ไม่มีดราม่า ไม่มีการโทษใคร ไม่มีข้ออ้าง มีแต่คนคนหนึ่งที่รู้ตัวว่าถึงจุดที่ต้องเดินออกจากเวทีด้วยศักดิ์ศรี ทั้งที่ใจยังอยากอยู่ต่อ
ตรงนี้แหละที่ผมคิดว่าเป็นบทเรียนที่มีค่ากว่าถ้วยแชมป์ใบไหนๆ เพราะการรู้จักเวลาที่จะปล่อยมือ ยากพอๆ กับการรู้จักเวลาที่จะสู้ต่อ คนส่วนใหญ่ทำได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เมสซี่ทำได้ทั้งสองอย่างในชีวิตนักเตะทีมชาติเส้นทางเดียว สู้จนสุดทาง แล้วก็รู้จักโค้งคำนับอย่างสวยงามตอนม่านกำลังจะปิด

ที่สำคัญคือเรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะเมสซี่ยังไม่แขวนสตั๊ด เขายังจะเล่นให้อินเตอร์ไมอามีในเมเจอร์ลีกซอคเกอร์ต่อไป แค่ปิดประตูบานเดียวคือประตูทีมชาติ ซึ่งก็แปลว่าเรื่องราวความพยายามของเขายังไม่หยุดอยู่แค่นี้ เพียงแต่เปลี่ยนบทต่อไปเท่านั้นเอง
สำหรับใครที่กำลังนึกถึงถ้วยรางวัลสักใบบนโต๊ะทำงาน หรือโล่เกียรติยศที่ตั้งอยู่ในตู้ ลองมองมันด้วยสายตาใหม่ดูสิ มันไม่ได้แทนแค่ชัยชนะครั้งสุดท้าย แต่มันแทนทุกความล้มเหลวที่ต้องฝ่าฟันมาก่อนจะถึงวันนั้น เหมือนที่เมสซี่ต้องแพ้มานับไม่ถ้วน กว่าจะได้ยกถ้วยใบเดียวที่เขาตามหามาทั้งชีวิต แล้วก็ยังรู้จักวางมันลงอย่างสง่างามเมื่อถึงเวลาที่ใช่