Last updated: 6 พ.ย. 2569 | 12 จำนวนผู้เข้าชม |
ลองนึกภาพสนามศุภชลาศัยเช้าวันหนึ่งกลางเดือนมกราคม 2569 สนามที่เคยเป็นเวทีของนักกีฬาหนุ่มสาวเลือดร้อน วันนั้นมีหญิงวัย 90 ปีคนหนึ่งยืนอยู่ในวงขว้างจักร มือข้างหนึ่งกำจานโลหะ ร่างกายยังมีร่องรอยของการผ่าตัดที่เพิ่งผ่านมาไม่ถึงเดือน เธอหมุนตัว ปล่อยมือ แล้วจานก็ลอยไปตกที่ระยะ 6.53 เมตร ตัวเลขนี้ไม่ทำให้ใครในสนามตกใจ แต่ความหมายของมันหนักกว่าตัวเลขทุกตัวในวันนั้น
เธอคือคุณยายแดง วรรธนันท์ พลอยแหวนรัตนา จากจังหวัดชลบุรี และการขว้างครั้งนั้นคือเหรียญทองเหรียญที่ 3 ของเธอในการแข่งขันกรีฑา ไทยแลนด์ โอเพ่น มาสเตอร์เกมส์ ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 17-25 มกราคม 2569 ที่สนามศุภชลาศัย กรุงเทพฯ ก่อนหน้านั้นเธอเพิ่งคว้าทองจากการพุ่งแหลนรุ่นหญิงอายุ 90-94 ปีด้วยระยะ 5.64 เมตร
ถ้าคุณคิดว่าเรื่องนี้จบแค่ "คุณยายเก่งจัง" ผมขอบอกว่าคุณยังไม่ได้ดูตารางเวลาของเธอ

เธอเพิ่งผ่าตัดส่องกล้องจากโรคไตได้ไม่ถึงเดือนก่อนลงแข่ง ข้างหนึ่งต้องผ่าตัดใส่สายไว้ด้านนอกร่างกาย ลองเทียบดูว่าถ้าเป็นเราเพิ่งออกจากโรงพยาบาลสัปดาห์ก่อน เราจะกล้าลงไปวิ่งขึ้นบันไดคอนโดไหม แล้วนี่เธอลงไปขว้างของหนักในสนามกรีฑาแห่งชาติ
แต่นั่นยังไม่ใช่ด่านที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเธอ ย้อนไปปี 2552 คุณยายแดงต้องรักษามะเร็งลำไส้ระยะ 3-4 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งเป็นระยะที่หมอส่วนใหญ่ไม่ใช้คำว่า "ง่าย" และเธอผ่านมันมาได้ หลังจากนั้นราวสิบปีก่อน เธอเริ่มเล่นกรีฑาประเภทลาน ทั้งขว้างจักร ทุ่มน้ำหนัก และพุ่งแหลน คำอธิบายของเธอเรียบง่ายมาก คือเล่นกีฬาเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง
ตรงนี้แหละที่ผมชอบที่สุด เธอไม่ได้เริ่มจากความฝันเรื่องเหรียญ เธอเริ่มจากการอยากมีร่างกายที่ใช้งานได้ต่อ เหรียญมาทีหลังเอง

อีกอย่างที่น่าสนใจคือบ้านนี้เป็นบ้านนักกีฬาทั้งตระกูล ลูกชายของเธอ คุณสัมฤทธิ์ อายุ 70 ปี อดีตนักฟุตบอลและอาจารย์ที่เกษียณแล้ว ลงแข่งรุ่น 70-74 ปีและคว้า 2 เหรียญทอง รวมถึงพุ่งแหลนได้ 39.22 เมตร หลานคนหนึ่งเป็นผู้รักษาประตูของจันทบุรี เอฟซี อีกคนเคยเป็นนักบาสเกตบอลเยาวชนทีมชาติไทย เรียกว่าถ้ามีการแข่งขันระดับครอบครัว บ้านนี้น่าจะได้ถ้วยกลับไปทุกปี
คุณสัมฤทธิ์เล่าว่าเขาได้แรงบันดาลใจจาก คุณตาสวาง จันทร์ปราม นักกรีฑาวัยกว่า 100 ปี ซึ่งในการแข่งขันรายการเดียวกันก็กวาด 3 ทองในวันเดียวตอนอายุ 105 ปี และเขาหวังว่าคุณแม่จะเป็นตัวอย่างให้ผู้สูงอายุหญิงออกมาเคลื่อนไหวกันมากขึ้น ดูสิ แรงบันดาลใจส่งต่อกันเป็นทอดๆ ราวกับวิ่งผลัดที่ไม่มีเส้นชัย

พูดถึงตรงนี้ผมอยากให้เราลองคิดถึงเรื่อง "เหรียญ" กันสักนิด ในการแข่งขันมาสเตอร์ส เหรียญไม่ได้บอกว่าใครเก่งที่สุดในประเทศ มันบอกว่าใครยังไม่ยอมหยุด ระยะ 6.53 เมตรอาจสั้นกว่าสถิติของนักกีฬารุ่นหนุ่มสาวหลายเท่า แต่ระยะที่แท้จริงที่คุณยายแดงขว้างไปไกลคือระยะจากเตียงผ่าตัดมาถึงสนามแข่งต่างหาก
และมีบทเรียนที่เอามาใช้ได้จริงสำหรับคนทั่วไป ข้อแรก อย่ารอให้พร้อมสมบูรณ์ก่อนค่อยเริ่ม เธอเริ่มกรีฑาตอนอายุเกือบ 80 ปี และไม่มีใครบอกเธอว่าสายเกินไป ข้อสอง ความล้มเหลวทางร่างกายไม่ได้แปลว่าต้องหยุด มะเร็ง โรคไต การผ่าตัด ทุกอย่างคือสิ่งที่เธอปรับตัวไปด้วยแทนที่จะยอมแพ้ ข้อสาม การที่เราไม่ได้เล่นกีฬาเพื่อชนะคนอื่นเสมอไป บางครั้งเราเล่นเพื่อชนะตัวเองในวันวาน

สำหรับคนที่ทำงานกับถ้วยรางวัลและเหรียญอย่างเรา เรื่องแบบนี้สอนอะไรบางอย่างเสมอ รางวัลที่ดีไม่ได้มีคุณค่าเพราะวัสดุหรือราคา แต่เพราะมันเป็นหลักฐานชิ้นเล็กๆ ที่บอกว่า "ฉันเคยทำสิ่งนี้ได้" เหรียญทองของคุณยายแดงอาจน้ำหนักเบา แต่ผู้ที่ได้รับมันมีเรื่องราวหนักแน่นกว่าเหรียญไหนในสนามวันนั้น
เมื่อคุณยายแดงอายุครบ 91 ปีในเดือนพฤศจิกายนนี้ เธออาจจะเป่าเทียนวันเกิดด้วยมือข้างเดียวกับที่ขว้างจักรได้ไกล 6.53 เมตร และถ้ามีใครถามเธอว่าจะเลิกเมื่อไร ผมเดาว่าเธอคงยิ้มแล้วถามกลับว่า "แล้วจะให้ไปทำอะไรล่ะ"
ครั้งหน้าที่คุณบอกตัวเองว่า "แก่เกินไปแล้ว" หรือ "ยังไม่พร้อม" ลองนึกถึงจานโลหะที่ลอยออกจากมือหญิงวัย 90 ปี ในสนามที่เคยมีแต่คนหนุ่มสาว มันไม่ได้ไปไกลมาก แต่มันลอยไปไกลกว่าข้ออ้างของเราทุกข้อ