เด็กอาชีวะกาฬสินธุ์ ตัวแทนไทย ลุยศึกหุ่นยนต์เอเชียที่ฮ่องกง

Last updated: 25 ส.ค. 2569  |  8 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เด็กอาชีวะกาฬสินธุ์ ตัวแทนไทย ลุยศึกหุ่นยนต์เอเชียที่ฮ่องกง

ที่สนามควีนอลิซาเบธ สเตเดียม ใจกลางฮ่องกง เสียงเชียร์ระเบิดขึ้นทุกครั้งที่หุ่นยนต์สองตัวประสานงานกันสำเร็จ นี่คือ ABU Robocon 2026 เวทีแข่งขันหุ่นยนต์ระดับอุดมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-25 สิงหาคม 2569 โดยสหภาพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ ABU ร่วมกับสถานีวิทยุโทรทัศน์ฮ่องกง (RTHK) และปีนี้มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 16 ทีมจาก 15 ประเทศและเขตปกครองทั่วเอเชีย


ธีมของปีนี้ชื่อว่า "Kung Fu Quest" ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะการต่อสู้จีนโบราณ กติกากำหนดให้แต่ละทีมส่งหุ่นยนต์สองตัวลงสนามพร้อมกัน ต้องทำงานร่วมกันประกอบอาวุธกังฟู เก็บสะสมคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ และปิดท้ายด้วยเกมยุทธศาสตร์รูปแบบเอ็กซ์โอที่ต้องอาศัยทั้งความแม่นยำของเซนเซอร์และไหวพริบของทีมงาน ผสมผสานวิศวกรรมเครื่องกล ระบบควบคุมอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์เข้าไว้ในสนามเดียว

สิ่งที่ทำให้ปีนี้น่าจับตาเป็นพิเศษสำหรับแฟนกีฬาไทยคือ ตัวแทนประเทศไทยไม่ใช่ทีมจากมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่อย่างที่ผ่านมา แต่เป็นทีม KTC.DINOROBOT จากวิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ สถาบันอาชีวศึกษาระดับจังหวัดที่ฝ่าฟันคว้าชัยชนะในรายการ Thai PBS ABU Robocon Thailand Championship 2026 เอาชนะทีมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งทั่วประเทศ โดยทีมรองชนะเลิศอันดับหนึ่งคือ iRap_Savior จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งการที่เด็กอาชีวะสามารถคว้าสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไปแข่งในเวทีนานาชาติได้ ถือเป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับวงการอาชีวศึกษาไทยทั้งระบบ

เส้นทางของ KTC.DINOROBOT ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทีมต้องผ่านการคัดเลือกระดับประเทศที่จัดโดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) ร่วมกับไทยพีบีเอส ซึ่งมีทีมจากทั่วประเทศส่งผลงานเข้าร่วมนับร้อยทีม ต้องอาศัยการออกแบบกลไก การเขียนโปรแกรมควบคุม และการซ้อมภาคสนามนับไม่ถ้วน กว่าจะกลายเป็นทีมที่ได้สวมเสื้อทีมชาติไทยไปยืนเคียงข้างตัวแทนจากญี่ปุ่น จีน อินเดีย และเจ้าภาพฮ่องกง


ฝั่งเจ้าภาพฮ่องกงส่งสองทีมลงแข่งตามสิทธิ์ประเทศเจ้าภาพ ได้แก่ทีม Sapientia จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ซึ่งเพิ่งป้องกันแชมป์ระดับท้องถิ่นได้สำเร็จติดต่อกันเป็นปีที่สอง และทีม Power Builder จากมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง ทั้งสองทีมถือเป็นเต็งหนึ่งของทัวร์นาเมนต์เพราะได้เปรียบเรื่องสนามเหย้าและการซ้อมในสภาพแวดล้อมจริงมาก่อนคู่แข่งชาติอื่น

สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับวงการนี้ ABU Robocon อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วรายการนี้จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2002 และเป็นเวทีที่ปั้นวิศวกรรุ่นใหม่ให้กับหลายประเทศทั่วเอเชีย ทีมที่เคยผ่านเวทีนี้จำนวนไม่น้อยเติบโตไปเป็นวิศวกรในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก บางคนกลับมาเป็นอาจารย์ผู้ฝึกสอนทีมรุ่นน้องต่อ กลายเป็นวงจรที่ส่งต่อองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งสำหรับประเทศไทย การที่มีทีมจากวิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ผ่านเข้ามาถึงจุดนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าโอกาสในสนามนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รั้วมหาวิทยาลัยใหญ่ในเมืองหลวงเท่านั้น


ทุกครั้งที่จบการแข่งขัน นอกจากผลแพ้ชนะแล้ว สิ่งที่ตัวแทนแต่ละทีมนำกลับบ้านคือถ้วยรางวัลและโล่เกียรติยศที่สลักชื่อทีมและปีที่แข่งขันไว้อย่างประณีต ถ้วยรางวัลเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุตกแต่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความพยายามนับเดือนที่ทีมงานทุ่มเทออกแบบ ประกอบ และแก้ไขหุ่นยนต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะขึ้นสังเวียนจริง สำหรับสถาบันการศึกษาที่ส่งทีมเข้าร่วม รางวัลจากเวทีระดับนานาชาติเช่นนี้ยังเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยี ที่ช่วยดึงดูดนักเรียนรุ่นใหม่ให้สนใจสายอาชีวศึกษาด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมากขึ้นในอนาคต

ย้อนดูสถิติที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ABU Robocon มาแล้วถึงสองครั้งคือปี 2554 และปี 2559 ที่กรุงเทพมหานคร และทีมตัวแทนไทยเคยคว้าแชมป์โลกในเวทีนี้มาแล้วสองสมัยคือปี 2546 และปี 2554 ซึ่งทั้งสองครั้งเกิดขึ้นในปีที่ไทยรับหน้าที่เจ้าภาพพอดี สะท้อนว่าวงการหุ่นยนต์ไทยมีรากฐานและประสบการณ์สั่งสมมายาวนานในเวทีระดับเอเชีย การที่ทีมจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอย่างกาฬสินธุ์ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนในปีนี้ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนถึงการพัฒนาหลักสูตรด้านหุ่นยนต์และเมคคาทรอนิกส์ในสถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา


สำหรับใครที่อยากติดตามความคืบหน้าของทีมไทยในศึกครั้งนี้ สามารถติดตามผ่านช่องทางของไทยพีบีเอสและสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) ซึ่งดูแลการคัดเลือกทีมตัวแทนประเทศไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ความภาคภูมิใจที่คนไทยมีต่อเด็กช่างกาฬสินธุ์กลุ่มนี้ก็เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่พวกเขาก้าวขึ้นเวทีคัดเลือกในประเทศ

ไม่ว่าผลการแข่งขันรอบสุดท้ายที่ฮ่องกงจะออกมาเป็นอย่างไร เรื่องราวของทีม KTC.DINOROBOT ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความมุ่งมั่นและฝีมือทางวิศวกรรมของเด็กไทยจากต่างจังหวัด สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับตัวแทนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของทวีปเอเชียได้อย่างสง่างาม และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยอีกหลายคนกล้าฝันถึงเวทีหุ่นยนต์ระดับโลกในปีต่อๆ ไป

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้