Last updated: 23 ต.ค. 2569 | 15 จำนวนผู้เข้าชม |
ลองนึกภาพสนามฟันดาบวีลแชร์ที่นาโกย่า สกอร์ 8-14 ตามอยู่หกแต้ม เหลืออีกแค่หนึ่งแต้มก็จบเกม คนส่วนใหญ่ในสถานการณ์นี้เริ่มคิดเรื่องเก็บของกลับบ้านแล้ว แต่ สายสุนีย์ (Sayasuni Jana) ไม่ได้คิดแบบนั้น เธอไล่ตีเสมอเป็น 14-14 จนได้ ก่อนจะแพ้ไปแบบเฉียดฉิว 14-15 ให้นักกีฬาเกาหลีใต้ในรอบชิงเหรียญทองเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ใครบอกว่าเหรียญเงินเหรียญนี้ไม่มีน้ำหนัก ผมอยากให้มาดูสกอร์นี้ด้วยตัวเอง
นี่แหละครับ เรื่องราวของทัพพาราไทยในศึกที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ และเป็นเรื่องที่ผมว่าเราพูดถึงกันน้อยเกินไป
เริ่มจากตัวเลขก่อน เพราะตัวเลขมันตรงไปตรงมาดี เกมส์จัดที่นาโกย่าและจังหวัดไอจิ ระหว่าง 18-24 ตุลาคม 2026 ไทยส่งนักกีฬาไป 282 คน ตั้งเป้าไว้ 24 เหรียญทอง ตามข้อมูลจาก Khaosod English ถึงวันที่ 22 ตุลาคม ซึ่งเหลืออีกสองวันสุดท้าย สถิติจาก The Standard ระบุว่าไทยมี 16 ทอง 29 เงิน 47 ทองแดง รวม 92 เหรียญ อยู่อันดับ 7 ของตาราง

ทีนี้ลองเทียบกับอดีตดู ปี 2010 ที่กวางโจว ไทยได้ 20 ทอง อันดับ 5 ปี 2014 ได้ 21 ทอง ปี 2018 ได้ 23 ทอง และเมื่อปี 2022 ที่หางโจว ได้ 27 ทอง อันดับ 7 เส้นกราฟขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกสมัย แปลว่าเป้า 24 ทองรอบนี้ไม่ใช่เป้าลอยๆ มันคือเป้าที่ตั้งบนฐานของความสม่ำเสมอ ตอนนี้ยังตามหลังเป้าอยู่แปดทอง แต่เหลืออีกสองวัน ผมจึงยังไม่อยากฟันธงว่าพลาดเป้า
ขอเริ่มที่ นิธิกร เจียมพิริยะกุล นักว่ายน้ำคลาส S14 ที่คว้าทองแรกจากฟรีสไตล์ 200 เมตร แล้วตามด้วยทองผีเสื้อ 100 เมตรที่ 57.56 วินาที ซึ่งเป็นสถิติการแข่งขันใหม่ของเอเชียนพาราเกมส์ 2026 และยังเก็บเหรียญเงินท่ากบ 100 เมตรมาแถม สามเหรียญจากบ่อเดียวกัน นี่คือการ "ลงทุนซ้ำ" ของจริง คือซ้อมเป็นปีเพื่อให้ร่างกายรับได้ทุกสถานการณ์ ไม่ใช่ซ้อมเพื่อโชว์ผลงานเพียงชิ้นเดียว

ต่อมา วิสิทธิ์ (Wisit Kingmanalao) ในฟันดาบวีลแชร์ประเภทกีฬาเอเป้ คลาส B ที่ชนะนักกีฬาจีน 15-7 คว้าทองฟันดาบแรกของทัพไทยในเกมส์นี้ ส่วนเพื่อนร่วมทีมอีกคนก็ได้ทองแดงมาครอง ส่วนสายสุนีย์ที่เล่าไปตอนต้น เธอลงแข่งถึงเก้าประเภท มากที่สุดในอาชีพ และเก็บไปแล้วสี่เหรียญ ณ ตอนที่เหรียญเงินล่าสุดมาถึง เหลืออีกห้าประเภทให้ลุ้น ลองนึกถึงแรงที่ต้องใช้ในแต่ละวันดู ผมว่าแค่ตื่นไปแข่งซ้ำๆ ทุกวันก็ต้องใช้วินัยระดับเหรียญทองแล้ว
และถ้าจะมีสักกีฬาที่ผมอยากยกให้เป็น "ราชวงศ์" ก็ต้องเป็นบอคเซีย วันที่ 21 ตุลาคม ไทยเก็บสามทองในวันเดียว วิษณุ (Wisanu Huadpradit) ชนะนักกีฬาสิงคโปร์ 4-1 ในประเภทบุคคล BC1 ซึ่งเป็นทองบอคเซียที่ห้าติดต่อกันของไทยในเอเชียนพาราเกมส์ ครอบคลุมเวลา 16 ปี พรโชค (Phornchok Lapyen) ชนะ 5-3 ใน BC4 และ วิทูร (Witun Chantakhad) ชนะ 4-3 ใน BC3 เป็นสกอร์ที่ลุ้นกันจนวินาทีสุดท้ายทั้งคู่ ในทางสถิติ การครองแชมป์ยาวนาน 16 ปีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือระบบ มันคือคนรุ่นต่อรุ่นที่ส่งต่อเทคนิคและความเชื่อให้กัน เหมือนที่ทีมใหญ่ๆ ในลีกที่เราชอบทำกัน ต่างกันตรงที่นี่ไม่มีใครต้องซื้อตัวใครมาเลย

ผมอยากให้ทุกคนสังเกตอย่างหนึ่ง คือเรื่องของการปรับตัว ในกีฬาพารา ไม่มีใครมีร่างกายหรือข้อจำกัดเหมือนกัน นักกีฬาแต่ละคนต้องหาวิธีของตัวเอง ทั้งท่าทาง จังหวะ การใช้อุปกรณ์ และการจัดการความเมื่อยล้า ผู้ชมอย่างเราอาจเห็นแค่เหรียญที่คอ แต่เบื้องหลังคือการลองผิดลองถูกนับไม่ถ้วน การแพ้แบบ 14-15 ของสายสุนีย์ จึงเป็นบทเรียนอีกแบบ คือเธอรู้แล้วว่าตัวเองกลับมาจาก 8-14 ได้ ซึ่งความรู้นั้นมีค่ากว่าเหรียญอีกสีหนึ่งเสียอีก
และนี่คือสิ่งที่เหรียญรางวัลควรสื่อสารจริงๆ ครับ มันไม่ใช่แค่โลหะที่หล่อเป็นวงกลม มันคือหลักฐานว่ามีคนคนหนึ่งตื่นขึ้นมาตอนตีห้า ซ้อมซ้ำ แพ้ ล้ม แล้วลุกใหม่ เป็นร้อยเป็นพันครั้ง ก่อนวินาทีที่มีคนคล้องมันไว้ที่คอ เวลาเราเห็นเหรียญที่ได้จากการแข่งขันระดับนี้ เรากำลังเห็นผลรวมของความอดทน ไม่ใช่ผลของโชค
บางทีความสำเร็จที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่เลขบนตาราง แต่คือภาพของคนที่ตามอยู่ 8-14 แล้วยังเลือกสู้ต่อ ซึ่งเป็นภาพที่เราทุกคนควรเก็บไปใช้ในชีวิตของเราเองด้วย
