Last updated: 14 ส.ค. 2569 | 8 จำนวนผู้เข้าชม |
มกราคม 1973 ที่สนามอัมสเตอร์ดัม อาแรนา บรรยากาศเต็มไปด้วยความคลุมเครือ สองสโมสรที่เก่งที่สุดของทวีปยุโรปกำลังจะพบกัน แต่ไม่มีใครในสหพันธ์ฟุตบอลยุโรปยอมรับว่าการแข่งขันนัดนี้มีอยู่จริง
อาแจ็กซ์ แชมป์ยูโรเปียนคัพ กำลังจะดวลกับเรนเจอร์ส แชมป์คัพวินเนอร์สคัพ ตามความคิดของนักข่าวชาวดัตช์คนหนึ่งชื่อ แอนทอน วิทคัมป์ ที่อยากรู้คำตอบง่ายๆ ว่าใครคือทีมที่ดีที่สุดในยุโรปตัวจริง
แต่ประธานยูฟ่าในเวลานั้นปฏิเสธไอเดียนี้ เพราะเรนเจอร์สกำลังถูกยูฟ่าแบนหนึ่งปีจากพฤติกรรมของแฟนบอล การแข่งขันจึงเกิดขึ้นแบบไม่เป็นทางการ ในฐานะส่วนหนึ่งของการฉลองครบรอบ 100 ปีสโมสรเรนเจอร์ส
อาแจ็กซ์เอาชนะไปทั้งสองนัดด้วยสกอร์รวม 6-3 แต่ยูฟ่าไม่เคยบันทึกผลการแข่งขันนัดนั้นไว้ในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการเลย
นี่คือจุดเริ่มต้นที่แปลกประหลาดของถ้วยรางวัลใบหนึ่งที่ภายหลังจะกลายเป็นหนึ่งในถ้วยที่ทรงเกียรติที่สุดของวงการฟุตบอลยุโรป
ปีถัดมา เมื่ออาแจ็กซ์ป้องกันแชมป์ยูโรเปียนคัพได้อีกสมัย ยูฟ่าจึงตัดสินใจรับรองการแข่งขันนี้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก จัดขึ้นในเดือนมกราคม 1974 ระหว่างอาแจ็กซ์กับเอซี มิลาน นับเป็นจุดกำเนิดที่แท้จริงของยูฟ่าซูเปอร์คัพในทางประวัติศาสตร์ ทั้งที่ไอเดียดั้งเดิมถูกยูฟ่าเองปฏิเสธไปแล้วในปีก่อนหน้า
ถ้วยรางวัลที่มอบให้ผู้ชนะในตอนนั้นออกแบบโดยประติมากรชาวอิตาเลียนชื่อซิลวิโอ กัซซานิกา ผู้ซึ่งเพิ่งสร้างชื่อจากการออกแบบถ้วยยูฟ่าคัพในปี 1972 มาก่อน กัซซานิกาใช้เงินแท้ล้วนขึ้นรูปเป็นถ้วยทรงเรียบง่ายแต่สง่างาม
ก่อนที่อีกไม่กี่ปีต่อมาผลงานที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่จดจำไปทั่วโลกจะตามมา นั่นคือถ้วยฟุตบอลโลกใบปัจจุบันที่ฟีฟ่านำมาใช้ตั้งแต่ปี 1974 เป็นต้นมา กล่าวได้ว่ามือคนเดียวกันที่ปั้นถ้วยซูเปอร์คัพ คือมือเดียวกับที่ปั้นถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกลูกหนัง
ถ้วยดั้งเดิมในทศวรรษ 1970 มีขนาดค่อนข้างใหญ่ หูจับเป็นวงกลมโตชัดเจน ก่อนจะถูกปรับดีไซน์ให้เพรียวและทันสมัยขึ้นในเวลาต่อมา เป็นถ้วยเงินทรงชามคว่ำวางอยู่บนฐานหินอ่อน

จนกระทั่งปี 2006 ยูฟ่าตัดสินใจปรับโฉมอีกครั้งให้ใหญ่ขึ้นและสง่างามขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นถ้วยที่ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ สูง 58 เซนติเมตร หนัก 12 กิโลกรัม ทำจากเงินแท้ทั้งใบ ตั้งอยู่บนฐานชุบทอง
ลำตัวถ้วยบิดเป็นเกลียวคล้ายเส้นด้าย มีแขนโค้งสองข้างยื่นออกมาให้นักเตะจับยกได้ถนัดมือในวันที่ได้เป็นแชมป์ ผลิตโดยบริษัท IACO Group ของอิตาลี ซึ่งยังคงดูแลงานฝีมือระดับนี้มาต่อเนื่องหลายทศวรรษ
ตลอดกว่าห้าสิบปีที่ผ่านมา ถ้วยใบนี้ผ่านมือแชมป์มาหลายสิบสโมสร แต่มีเพียงไม่กี่ทีมที่ครองสถิติคว้าแชมป์ได้มากกว่าใคร
เรอัล มาดริด คือเจ้าของสถิติสูงสุดด้วยจำนวน 6 สมัย จากปี 2002, 2014, 2016, 2017, 2022 และ 2024 ตามมาด้วยเอซี มิลาน และบาร์เซโลนาที่ทำได้ทีมละ 5 สมัยเท่ากัน ขณะที่ลิเวอร์พูลอยู่อันดับสี่ด้วย 4 สมัย
รูปแบบการแข่งขันเองก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เดิมทีเป็นการดวลกันระหว่างแชมป์ยูโรเปียนคัพกับแชมป์คัพวินเนอร์สคัพ แต่เมื่อคัพวินเนอร์สคัพถูกยกเลิกไปในปี 1999 คู่แข่งขันจึงเปลี่ยนมาเป็นแชมป์ยูฟ่าคัพ หรือยูโรปาลีกในปัจจุบันแทน กลายเป็นรูปแบบที่ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือการพบกันระหว่างแชมป์แชมเปียนส์ลีกกับแชมป์ยูโรปาลีก

ความน่าสนใจของถ้วยใบนี้ไม่ได้อยู่แค่ความสวยงามของโลหะเงินที่แวววาวใต้แสงไฟสนาม แต่อยู่ที่เรื่องราวขัดแย้งในตัวมันเองตั้งแต่วันแรก
มันคือถ้วยรางวัลที่ถือกำเนิดจากไอเดียที่องค์กรผู้ควบคุมกีฬานี้เองเคยปฏิเสธ ก่อนจะกลับมายอมรับมันในปีถัดมาและทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในเกียรติยศสูงสุดของฟุตบอลสโมสรยุโรปในเวลาต่อมา
ทุกครั้งที่นักเตะคนหนึ่งยกถ้วยใบนี้เหนือหัวกลางสนามที่เต็มไปด้วยแสงไฟและเสียงเชียร์ เขากำลังสืบทอดเรื่องราวที่เริ่มต้นจากนักข่าวคนหนึ่งที่แค่อยากรู้คำตอบของคำถามง่ายๆ ว่าใครเก่งที่สุดในทวีปนี้กันแน่
ล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ปารีส แซงต์ แชร์กแมง คว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน ที่เมืองซาลซ์บูร์ก ประเทศออสเตรีย นับเป็นครั้งแรกที่รายการนี้จัดขึ้นบนแผ่นดินออสเตรีย
และเป็นอีกบทใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้าไปในประวัติศาสตร์อันยาวนานของถ้วยเงินใบนี้ ถ้วยที่แม้จะเริ่มต้นจากการถูกปฏิเสธ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่ทุกสโมสรใหญ่ในยุโรปใฝ่ฝันอยากได้ครอบครองสักครั้ง
สำหรับคนที่หลงใหลในงานฝีมือและเรื่องราวเบื้องหลังถ้วยรางวัล ยูฟ่าซูเปอร์คัพคือตัวอย่างที่ดีว่าคุณค่าของถ้วยใบหนึ่งไม่ได้วัดกันแค่ราคาวัสดุหรือขนาด แต่อยู่ที่เรื่องราวและการเดินทางกว่าจะมาถึงจุดที่ได้รับการยอมรับ
เช่นเดียวกับถ้วยรางวัลและโล่เกียรติยศทุกใบที่มอบให้กันในโอกาสสำคัญต่างๆ ทุกใบล้วนมีเรื่องราวของตัวเองซ่อนอยู่เสมอ