Last updated: 25 เม.ย 2569 | 62 จำนวนผู้เข้าชม |
ประวัติแชมป์ทุกสมัย
1930 — อุรุกวัย (เจ้าภาพ: อุรุกวัย)
ฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จัดที่อุรุกวัยซึ่งได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพเพราะเป็นแชมป์โอลิมปิก 2 สมัยติดต่อกัน มีทีมเข้าร่วมเพียง 13 ทีม รอบชิงชนะเลิศ อุรุกวัยเอาชนะอาร์เจนตินา 4-2 ต่อหน้าผู้ชม 93,000 คน ณ Estadio Centenario โดย Héctor Castro นักเตะที่ไม่มีมือขวา ยิงประตูชัยในนาทีสุดท้าย
โมเมนต์ที่ลืมไม่ได้: ทีมยุโรปหลายชาติปฏิเสธการเดินทางมาแข่ง เพราะการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกใช้เวลา 3 สัปดาห์

1934 — อิตาลี (เจ้าภาพ: อิตาลี)
ฟุตบอลโลกครั้งแรกที่จัดในยุโรป ภายใต้การปกครองของ Benito Mussolini ที่ใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือทางการเมือง อิตาลีชนะเชโกสโลวาเกีย 2-1 ในต่อเวลา ภายใต้การนำของโค้ชตำนาน Vittorio Pozzo ที่คุมทีมได้อย่างสุดเฉียบ
โมเมนต์ที่ลืมไม่ได้: อุรุกวัยปฏิเสธการเดินทางมาแข่ง เพื่อตอบโต้ที่ยุโรปไม่ส่งทีมมาในปี 1930
1938 — อิตาลี (เจ้าภาพ: ฝรั่งเศส)
อิตาลีป้องกันแชมป์สำเร็จ กลายเป็นชาติแรกที่ชนะติดต่อกัน 2 สมัย ชนะฮังการีในรอบชิง 4-2 Pozzo กลายเป็นโค้ชคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ชนะฟุตบอลโลก 2 สมัยติดต่อกัน หลังจากนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ฟุตบอลโลกหยุดพักไป 12 ปี
1950 — อุรุกวัย (เจ้าภาพ: บราซิล)
ฟุตบอลโลกครั้งแรกหลังสงคราม และครั้งเดียวที่ไม่มีรอบชิงชนะเลิศแบบนัดเดียว แต่ใช้ระบบ Round Robin รอบสุดท้าย เหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดคือ Maracanazo (หรือ Maracaço) ที่บราซิลพ่ายอุรุกวัย 1-2 ต่อหน้าผู้ชมที่ Maracanã กว่า 200,000 คน ช็อกทั้งประเทศบราซิล มีผู้ชมล้มตายจากความเสียใจในวันนั้น
โมเมนต์ที่ลืมไม่ได้: บราซิลผลิตเสื้อขาวสำหรับฉลองแชมป์ก่อนเกม แต่แพ้ จึงเปลี่ยนมาใช้เสื้อเหลืองตราบจนทุกวันนี้
1954 — เยอรมนีตะวันตก (เจ้าภาพ: สวิตเซอร์แลนด์)
เรียกว่า "ปาฏิหาริย์แห่ง Bern" เยอรมนีตะวันตกแพ้ฮังการี 3-8 ในรอบแบ่งกลุ่ม แต่กลับมาเอาชนะในรอบชิงชนะเลิศ 3-2 ฮังการีในยุคนั้นมี Ferenc Puskás และถือเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก ชนะมา 32 นัดติดต่อกัน การแพ้ครั้งนี้สร้างบาดแผลให้ฮังการีที่ยังคงเจ็บปวดจนทุกวันนี้
1958 — บราซิล (เจ้าภาพ: สวีเดน)
ครั้งแรกของบราซิลที่ชนะฟุตบอลโลกนอกทวีปอเมริกาใต้ และครั้งแรกที่โลกได้รู้จักชายหนุ่มวัย 17 ปี ชื่อ Pelé ที่ทำ 6 ประตูในทัวร์นาเมนต์ รวมถึง 2 ประตูในรอบชิงที่บราซิลชนะสวีเดน 5-2 Pelé ร้องไห้หลังเกมจบ ทีมงานโทรทัศน์ถ่ายภาพนั้นไว้ กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของยุคนั้น
1962 — บราซิล (เจ้าภาพ: ชิลี)
บราซิลป้องกันแชมป์โดยไม่มี Pelé ที่บาดเจ็บออกไปในช่วงต้น แต่ Garrincha นักเตะขาพิการที่ขาสองข้างโค้งเข้าหากัน กลายเป็นดาวเด่นของทัวร์นาเมนต์ เขาไม่เคยอยู่ในทีมที่แพ้แมตช์ที่เขาลงเล่นตลอดอาชีพระดับชาติ
1966 — อังกฤษ (เจ้าภาพ: อังกฤษ)
แชมป์ฟุตบอลโลกครั้งเดียวของอังกฤษและยังคงเป็นอยู่จนถึงวันนี้ รอบชิงชนะเลิศพบเยอรมนีตะวันตก อังกฤษนำ 2-1 ก่อนเยอรมนีตีเสมอ แต่ Geoff Hurst ยิงในต่อเวลา ลูกหนึ่งถูกโต้เถียงว่าข้ามเส้นหรือไม่จนถึงปัจจุบัน แฮตทริกในรอบชิงของ Hurst ยังไม่มีใครทำได้อีกเลย
โมเมนต์ที่ลืมไม่ได้: "Some people are on the pitch... they think it's all over... IT IS NOW!" ประโยคบรรยายที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล
1970 — บราซิล (เจ้าภาพ: เม็กซิโก)
บราซิลชุด 1970 ถูกยกย่องว่าเป็น ทีมฟุตบอลที่ดีที่สุดตลอดกาล มี Pelé, Jairzinho, Rivellino และ Tostão ในทีมเดียวกัน ชนะทุกนัดในทัวร์นาเมนต์ ยิงได้ 19 ประตูใน 6 นัด และในรอบชิงชนะเลิศชนะอิตาลี 4-1 Pelé ยกถ้วย Jules Rimet ขึ้นเหนือหัวเป็นภาพสัญลักษณ์ที่โลกจำได้ตลอดกาล บราซิลได้รับถ้วย Jules Rimet ไปครอบครองถาวรตามกฎ
1974 — เยอรมนีตะวันตก (เจ้าภาพ: เยอรมนีตะวันตก)
ยุคของ Total Football ฮอลแลนด์ภายใต้ Johan Cruyff คือทีมที่สวยงามที่สุดในทัวร์นาเมนต์ แต่เยอรมนีตะวันตกที่มี Franz Beckenbauer และ Gerd Müller เอาชนะในรอบชิง 2-1 เป็นครั้งแรกที่ใช้ถ้วย FIFA World Cup ใบปัจจุบัน เพราะถ้วย Jules Rimet ถูกมอบให้บราซิลถาวรแล้ว
1978 — อาร์เจนตินา (เจ้าภาพ: อาร์เจนตินา)
ฟุตบอลโลกกลางยุคเผด็จการทหารอาร์เจนตินา ถูกโต้เถียงเรื่องความโปร่งใสของผลการแข่งขัน อาร์เจนตินาชนะฮอลแลนด์ 3-1 ในต่อเวลา ผู้ชมในบัวโนสไอเรสโปรยกระดาษสีขาวลงมาจนเหมือนหิมะตก ฉากที่ยังจำได้จนทุกวันนี้

1982 — อิตาลี (เจ้าภาพ: สเปน)
Paolo Rossi ผู้เล่นที่เพิ่งพ้นโทษแบนจากเรื่องทุจริตแมตช์ 2 ปี กลับมายิง 6 ประตูในทัวร์นาเมนต์ รวมถึง Hat-trick ในรอบ 6 ทีมสุดท้ายพบบราซิล ชนาด 3-2 ในเกมที่หลายคนเรียกว่า "เกมที่ดีที่สุดที่เคยเล่นในฟุตบอลโลก" อิตาลีชนะเยอรมนีตะวันตกในรอบชิง 3-1
1986 — อาร์เจนตินา (เจ้าภาพ: เม็กซิโก)
ฟุตบอลโลกของ Diego Maradona ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ใน Quarter Final พบอังกฤษ Maradona ยิง 2 ประตูที่ถูกพูดถึงมากที่สุดตลอดกาล ประตูแรกคือ "Hand of God" ที่ใช้มือยิงแต่กรรมการไม่เห็น ประตูที่สองคือ "Goal of the Century" ที่ดริบบลิ้งผ่านนักเตะอังกฤษถึง 5 คนก่อนยิงเข้าประตู อาร์เจนตินาชนะเยอรมนีตะวันตก 3-2 ในรอบชิง
1990 — เยอรมนีตะวันตก (เจ้าภาพ: อิตาลี)
ฟุตบอลโลกที่น้อยแต้มที่สุดในประวัติศาสตร์ เฉลี่ยแค่ 2.21 ประตูต่อเกม รอบชิงชนะเลิศเยอรมนีชนะอาร์เจนตินา 1-0 จากจุดโทษในนาทีสุดท้าย Lothar Matthäus ยกถ้วย และเยอรมนีกลายเป็นชาติแรกที่ชนะฟุตบอลโลกในชื่อ West Germany รวม 3 สมัย
1994 — บราซิล (เจ้าภาพ: สหรัฐอเมริกา)
ฟุตบอลโลกครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ไม่ได้คลั่งไคล้ฟุตบอล แต่จัดได้อย่างยิ่งใหญ่ รอบชิงพบอิตาลี เสมอ 0-0 ตลอด 120 นาที ตัดสินด้วยการยิงจุดโทษเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก บราซิลชนะ 3-2 ภาพ Romário และ Bebeto เต้นฉลองประตูพร้อมกันเหมือนกล่อมทารก กลายเป็นการเฉลิมฉลองประตูที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น
1998 — ฝรั่งเศส (เจ้าภาพ: ฝรั่งเศส)
Zinedine Zidane โหม่งสองประตูในรอบชิงชนะเลิศ ฝรั่งเศสชนะบราซิล 3-0 อย่างน่าประหลาดใจ เพราะบราซิลเป็นเต็งหนัก แต่ทั้งทีมดูอ่อนแรงตั้งแต่ต้นโดยไม่มีคำอธิบาย (มีข่าวลือเรื่อง Ronaldo เจ็บป่วยวันก่อนเกม) Lilian Thuram เป็นฮีโร่ที่ไม่มีใครคาดคิด ยิง 2 ประตูในรอบรองชนะเลิศ
2002 — บราซิล (เจ้าภาพ: เกาหลีใต้ & ญี่ปุ่น)
ฟุตบอลโลกครั้งแรกในเอเชีย มี Ronaldo กลับมาจากอาการชักลึกลับก่อนรอบชิง 1998 และยิง 2 ประตูในรอบชิง ชนะเยอรมนี 2-0 นับเป็น Redemption Story ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เกาหลีใต้ สร้างความตกใจด้วยการเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้าย เอาชนะอิตาลีและสเปนอย่างน่าถกเถียง
2006 — อิตาลี (เจ้าภาพ: เยอรมนี)
ฟุตบอลโลกแห่งความสวยงามในเยอรมนี จนถึงรอบชิงที่ Zinedine Zidane โขกหัวใส่หน้าอก Marco Materazzi ก่อนถูกไล่ออก ฝรั่งเศสเหลือ 10 คน แต่ยังต้านได้จนต่อเวลา และอิตาลีชนะจุดโทษ 5-3 ภาพ Zidane โขกหัวกลายเป็นหนึ่งในภาพที่แชร์มากที่สุดในประวัติศาสตร์อินเทอร์เน็ตยุคแรก
2010 — สเปน (เจ้าภาพ: แอฟริกาใต้)
ฟุตบอลโลกครั้งแรกในแอฟริกา สเปนสไตล์ Tiki-Taka ครองลูกครอบจักรวาล Andres Iniesta ยิงประตูชัยชนะในนาทีที่ 116 ชนะฮอลแลนด์ 1-0 ในรอบชิงที่มีใบแดงมากที่สุดในประวัติศาสตร์รอบชิง (1 ใบ) นกหมึก Paul the Octopus ทายผลถูกทุกเกมกลายเป็นปรากฏการณ์ไวรัลระดับโลก
2014 — เยอรมนี (เจ้าภาพ: บราซิล)
เกมที่โลกจะจำตลอดไปคือ Semi-Final บราซิล 1-7 เยอรมนี หรือที่เรียกว่า "Mineirazo" บราซิลแพ้ในบ้านตัวเองอย่างน่าอายที่สุดในประวัติศาสตร์ ผู้ชมบราซิลร้องไห้กลางสนาม ในรอบชิง Mario Götze ยิงประตูชัยชนะในต่อเวลา เยอรมนีชนะอาร์เจนตินา 1-0
2018 — ฝรั่งเศส (เจ้าภาพ: รัสเซีย)
ฝรั่งเศสยุคใหม่ที่มี Kylian Mbappé วัย 19 ปี กลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยอันดับ 2 รองจาก Pelé ที่ยิงประตูในรอบชิงชนะเลิศ ฝรั่งเศสชนะโครเอเชีย 4-2 ในรอบชิงที่มีการทำเข้าประตูตัวเองและจุดโทษในช่วงต้น กลายเป็นรอบชิงที่สนุกที่สุดรอบหนึ่งในประวัติศาสตร์
2022 — อาร์เจนตินา (เจ้าภาพ: กาตาร์)
ฟุตบอลโลกครั้งแรกในตะวันออกกลาง และรอบชิงที่หลายคนเรียกว่า "รอบชิงที่ดีที่สุดตลอดกาล" อาร์เจนตินานำ 2-0 แต่ Kylian Mbappé ยิง Hat-trick ทำเสมอ 3-3 ในเวลาปกติและต่อเวลา ก่อนอาร์เจนตินาชนะจุดโทษ 4-2 และ Lionel Messi วัย 35 ปียกถ้วยที่รอมาตลอดชีวิต โลกหยุดหายใจในคืนนั้น
24 เม.ย 2569
27 เม.ย 2569
22 เม.ย 2569